ประวัติที่มาและความสำคัญ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

      ศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่สําคัญแห่งหนึ่งในลุ่มน้ําลพบุรีป่าสัก ตั้งอยู่ในพื้นที่ตําบล ศรีเทพ อําเภอ ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยทําเลที่ตั้งอันเหมาะสมและองค์ประกอบอื่น ๆ ทําให้ เมืองนี้เจริญอยู่กว่า 700 ปี จากหลักฐานทางโบราณคดีสามารถบ่งบอกได้ว่าเมืองโบราณแห่งนี้ มีพัฒนาการมายาวนาน โดยเริ่มต้ังแต่การเป็นเพียงชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย จนถึงช่วงการพัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองภายใต้วัฒนธรรม ทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรโบราณตามลําดับ และเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์กับเมืองโบราณอื่น ๆ ทั้งใน ภูมิภาคแถบภาคกลาง และภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ดังปรากฏหลักฐานค้านศิลาจารึกที่ แสดงให้เห็นว่าเมืองศรีเทพ มีความสําคัญมากในช่วงประวัติศาสตร์ยุคต้น ได้แก่ ความตอนหนึ่งในจารึกบ้านวัง ไผ่ ซึ่งพบใกล้ กับเมืองศรีเทพ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ที่กล่าวไว้ว่า " ในปีรัชสมัยแห่งศักราช อันเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ
      พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ผู้เป็นพระราชนัคคา ของพระเจ้า จักรพรรดิ์ผู้ป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน ผู้เป็นใหญ่เสมอกับพระเจ้า ศรีภววรมัน พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นเป็นผู้มีคุณธรรมแผ่ไปทุกทิศ ผู้มีปัญญาอันฝึกอบรม มาดีแล้ว ผู้มีความยินดี ผู้มีเกียรติยศ แผ่ไปในทุกทิศ ผู้มีอํานาจอันเป็นที่เกรงกลัวของศัตรูเมือง ใกล้เคียงทั้งหลายได้สร้างจารึกไว้ในโอกาสท่ีขึ้น ครองราชของพระองค์ " แสดงให้เห็นอย่าง ชัดเจนว่าเมืองศรีเทพมีความใกล้ชิดกับเมืองเขมรสมัยก่อนเมือง พระนครศรีเทพเพิ่มเป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้ใดทราบประวัติและชื่อที่แท้จริงของเมืองแห่งนี้ ในราว สมัยรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านใน ท้องถิ่นเรียกชื่อเมืองนี้ตามคําบอกเล่าของพระธุดงค์ว่า "เมืองอภัยสาลี" จนกระทั่งใน ปีพุทธศักราช 2542 สมเด็จฯ กรมพระยาดํารง ราชานุภาพ ได้เสด็จตรวจราชการมณฑล เพชรบูรณ์ในฐานะที่ทรงดํารงตําแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย แต่นอกเหนือไปจากพระราชภารกิจในตําแหน่งหน้าที่แล้ว พระองค์ได้ทรงตั้งพระทัยสืบหาเมืองโบราณแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า "เมืองศรีเทพ" เนื่องจากพระองค์เคยพบทําเนียบเก่าบอกรายชื่อหัวเมืองที่มีชื่อเมืองศรีเทพปรากฏอยู่แต่ในช่วงเวลานั้นไม่มีผู้ใดรู้จักเมืองนี้แล้ว ต่อมาทรงพบสมุดคําเล่มหนึ่งซึ่งเป็นเอกสารฉบับร่างเพื่อบอกเส้นทางให้คนเชิญสารตราไปบอกข่าวการ สิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีเส้นทางหนึ่งไปยังเมืองสระบุรี เมืองชัยบาดาล เมืองศรีเทพ และเมืองเพชรบูรณ์ พระองค์จึงทรงตั้งสมมติฐานว่า เมืองศรีเทพคงอยู่ทางลําน้ำป่าสักระหว่างเมืองชัยบาดาลกับเมืองเพชรบูรณ์ ครั้งเมื่อเสด็จมาถึงเมืองเพชรบูรณ์แล้วก็ทรงสืบค้นหา แต่ไม่มีผู้ใดรู้จัก ต่อมามีคนกราบทูลว่ามีเมืองโบราณขนาดใหญ่เมืองหนึ่งชื่อว่า "เมืองอภัยสาลี" อยู่ในป่าแคงใกล้กับเมืองวิเชียรบุรี พระองค์จึงเสด็จมาเมืองวิเชียรบุรี โดยล่องเรือลงมาทางแม่น้ําป่าสัก เมื่อถึงเมืองวิเชียรบุรีได้ทรงแวะเยี่ยมพระยาประเสรฐิ สงครามอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งออกจากราชการนานมาแล้ว ทรงไต่ถามพระยาประเสริฐสงครามถึงเรื่อง "เมืองศรีเทพ
       ได้ความว่าเมืองวิเชียรบุรีนั้นแต่ เดิมมีชื่อเรียกเป็น 2 อย่าง คือ เมืองท่าโรง และเมืองศรีเทพ ตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นที่ "พระศรีถมอรัตน์" (ตามชื่อภูเขาซึ่งเป็นสิ่งสําคัญของเมืองนี้) จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งปราบกบฏเวียงจันทน์ พระศรีถมอรัตน์มีความชอบมาก จึงโปรดฯให้ยกศักดิ์เมืองศรีเทพขึ้นเป็นเมืองตรี และเปลี่ยนนามเมืองเป็น วิเชียรบุรี โดยเอาความหมายของถมอรัตน์คือเขาแก้วมาเป็นมงคลนามและเปลี่ยนนามผู้ว่าราชการจังหวัด จาก พระศรีถมอรัตน์เป็นพระยาประเสริฐสงครามตั้งแต่นั้นมา ต่อมาพระองค์ได้เดินทางไปสํารวจเมืองโบราณที่เรียกว่าเมืองอภัยสาลี จากสภาพเมืองโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่พบภายในเมือง ทรงสันนิษฐานเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก เมืองโบราณแห่งนี้พวก พราหมณ์จะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม ชื่อนั้นก็คงจะเป็นต้นเค้าของชื่อเมืองศรีเทพ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของเมือง วิเชียรบุรี
      ประเด็นที่สอง สมัยเมื่อครั้งขอมแผ่อํานาจมาปกครอง พื้นที่แถบนี้ เมืองศรีเทพคงเป็นเมืองใหญ่แห่ง หนึ่งเช่นเดียวกับเมืองศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี) และเมืองสุโขทัย ในสมัยนั้นคงจะทําไร่นาได้ผลดี ทําให้เมืองอุดมสมบูรณ์ มีพลเมืองมาก จึงสามารถสร้างเป็นเมืองใหญ่โตขนาดนี้ จากพระวินิจฉัยของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ที่ทรงเห็นว่าชื่อเดิมของเมืองโบราณแห่งนี้ น่าจะเป็นต้นเค้าที่มาของชื่อเมืองศรีเทพซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองวิเชียรบุรี กรมศิลปากร จึงเรียกชื่อเมืองโบราณแห่งนี้ว่า "เมืองศรีเทพ" ไปก่อน หากมีการค้นพบหลักฐานที่ยืนยันชื่อที่แท้จริงของเมืองโบราณแห่งนี้ ก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงกลับไปใช้ชื่อเดิมที่ถูกต้อง หรือถ้ามีการค้นพบหลักฐานที่ยืนยันถึงชื่อดั้งเดิมว่าคือ เมืองศรีเทพ มาแต่เมื่อแรกตั้งชื่อนี้ก็จะคงอยู่คู่กับ เมืองโบราณแห่งนี้ตลอดไป

พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของเมืองศรีเทพ      

      ในประเด็นเรื่องพัฒนาการของเมืองศรีเทพนั้น จากการศึกษาทางโบราณคดีทําให้ทราบว่า ภายในพื้นที่เมืองศรีเทพมีชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว ตั้งแต่ประมาณ 2,000 ปีที่ผ่านมา หรือราวพุทธศตวรรษที่ 5 - 11 โดยหลักฐานทางโบราณคดี ที่พบคือโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในพื้นที่ เดียวกันในลักษณะแหล่งฝังศพ พบเครื่องประดับและเครื่องมือเครื่องใช้ฝังร่วมกันกับโครงกระดูกเหล่านั้น เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือสําริดและเหล็ก เครื่องประดับสําริด ลูกปัดแก้วและลูกปัดหิน เป็นต้น ชุมชน โบราณแห่งนี้ต่อมาได้พัฒนาข้ึนเป็นสังคมเมืองโดยรับวัฒนธรรมจากภายนอก ได้แก่ วัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12 - 16) และ วัฒนธรรมเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 16 - 14) ในช่วงที่เมืองศรีเทพอยู่ภายในวัฒนธรรมทวารวดีนั้น ได้ขุดสระน้ำ และคูน้ำ รอบเมืองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และได้ก่อสร้างศาสนสถานหลายแห่ง โดยมี ศาสนสถานหลัก คือ โบราณสถานเขาคลังใน ที่ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลาง ใจเมือง และโบราณสถานเขาคลังนอก อยู่ห่างจากเมือง ศรีเทพไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร โบราณสถานสําคัญอีกแห่ง คือ ถ้ำเขาถมอรัตน์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองศรีเทพในแนวตรงประมาณ 15 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นถ้ำธรรมชาติที่ถูกคัดแปลงให้เป็นศาสนสถาน โดยสลักภาพพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์บนผนังหิน ภายในถ้ำโบราณสถาน ทั้งหมดเป็นศิลปะแบบทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ศิลปะอินเดียทั้งสถาปัตยกรรมและลวดลายประดับสถาปัตยกรรม ดังเช่น ภาพปูนปั้นรูปคนแคระ ช้าง ลิง สิงห์ ควาย และลายพรรณพฤกษา ที่ประดับโบราณสถานเขาคลังใน แสดงให้เห็นฝีมือช่างชั้นสูงของเมืองศรีเทพ นอกจากโบราณ สถานแล้ว ยังพบโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และจารึก ที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่รับวัฒนธรรมทวารวดี ชาวเมืองศรีเทพนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก อย่างไรก็ตาม ได้พบเทวรูปศิลา ที่แสดงให้เห็นอิทธิพลของศิลปะอินเดียที่มี ลักษณะแตกต่างไปจากศิลปะทวารวดี อยู่ร่วมสมัยในเวลานั้นด้วยเช่นกัน เทวรูปในศาสนาฮินดูเหล่านั้น ได้แก่ พระวิษณุ พระกฤษณะ และพระสุริยเทพ ลักษณะเช่นนี้เป็นการเสริมคุณค่าทางวิชาการของเมืองศรีเทพใน ประเด็นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน ภายหลังจากการเสื่อมสลายของวัฒนธรรม ทวารวดี ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองศรีเทพจึงรับเอาวัฒนธรรมเขมร โบราณเข้ามาแทนที่ในช่วงเวลานั้นได้มีการก่อสร้างเทวสถานสําคัญ 2 กลุ่ม ด้วยกันภายในเมืองศรีเทพ ได้แก่ โบราณสถาน ปรางค์ศรีเทพ และโบราณสถานปรางค์สองพี่น้อง ซึ่งโบราณสถานทั้ง 2 แห่ง น่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 หลักฐานที่พบจากการขุดค้นโบราณสถานแสดงให้เห็นว่าเทวสถานเหล่านี้ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นวัดในศาสนาพุทธในระยะหลัง อย่างไรก็ตามโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่นอกเมืองศรีเทพ โดยห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร มีชื่อเรียกว่า ปรางค์ฤๅษี เป็นเทวสถานที่จากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่ามีอายุเก่าแก่กว่าโบราณสถาน ปรางค์ ศรีเทพ และปรางค์สองพี่น้อง โดยน่าจะมีอายุร่วมสมัยกับช่วงปลายวัฒนธรรมทวารวดี สิ่งนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เมืองศรีเทพ ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต เพื่อความกระจ่างชัดของพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่เมืองโบราณแห่งนี้
       เมืองศรีเทพเจริญอยู่ได้ราว 200 ปี จึงล่มสลายไปเมื่อประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งปัจจุบัน นักวิชาการยังไม่สามารถหาคําตอบของการล่มสลายที่แท้จริงได้ ข้อสันนิษฐานส่วนใหญ่จะให้ความสนใจในเรื่องการเกิดโรคระบาด ทั้งนี้เนื่องจากเมืองโบราณแห่งนี้ เป็นศูนย์กลาง ทางการค้า จึงมีผู้คนมากมายผ่านไป มาซึ่งอาจนําโรคระบาดมาแพร่สู่เมือง ทําให้ผู้คนต้องอพยพ เคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่งในพื้นที่แห่งใหม่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองศรีเทพนัก จึงพบว่ามีชุมชนขนาดเล็กจํานวนมากที่เกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14 หรือต้นพุทธศตวรรษ ที่ 15 กระจัดกระจายในบริเวณแถบนั้น ปัจจุบันได้มีกลุ่มคนอพยพมาจากพื้นที่อื่นเข้ามาอยู่อาศัยโดยรอบเมืองศรีเทพเมื่อประมาณ 50 - 70 ปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มคนเหล่านี้มีความผูกพันและมีความรู้สึกต่อเมืองศรีเทพในฐานะเมืองโบราณที่ยังคงมีจิตวิญญาณของคนในอดีต ถึงแม้ว่าจะมิใช่บรรพบุรุษของเขาเหล่านั้นโดยตรง ก็ตามนอกจากนี้ประชาชนในท้องถิ่นยังคงเชื่อในเรื่องพลังอํานาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพที่ปกปักรักษาเมืองศรีเทพ ดังเห็นได้จากการเคารพนับถือ "เจ้าพ่อศรีเทพ" ซึ่งประชาชนในท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นผู้ครองเมืองศรีเทพในอดีต ความเชื่อนี้ได้แพร่ไปสู่ผู้คนภายนอก ด้วยเช่นกัน ในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี จะมีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อศรีเทพโดยประชาชนจากที่ต่างๆนําเครื่องสักการะประกอบด้วยอาหารหวานคาว ผลไม้ และบายศรีมาบวงสรวง นอกจากนี้ ยังมีประชาชนหลายกลุ่มที่ให้ความเคารพโบราณสถานภายในเมืองศรีเทพ เนื่องจากเห็นว่าโบราณสถานเหล่านั้นยังคงเป็นศาสนสถานและยังคงความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่เป็นศาสนาพุทธและฮินดู สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ยังฝังรากลึกอยู่ในกลุ่มคนที่มีความผูกพันกับเมืองศรีเทพ

แนวคิดเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์       

      ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเขาธรรมชาตินั้น คือภูเขาที่มีความโดดเด่นแลเห็นได้แต่ไกลจากหลายๆ มุมโดยมากเขาประเภทนี้จะมีความสัมพันธ์กับเมืองหรือท้องถิ่นในท้องถิ่นหนึ่ง อย่างเช่นในแคว้นอนราวคี อันเป็นที่ตั้งของเมืองยาเกียวและศาสนสถานสําคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มของโบราณสถานมิซอน ก็มีเขารังแมวเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์มองเห็นได้อย่างโดดเด่น ดังนั้นถึงแม้ว่าแนวคิดเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์ จะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตั้งถิ่นฐานหรือการก่อตั้งเมืองแต่น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของคนในสมัยโบราณ แนวคิดเรื่องนี้จึงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งเมืองศรีเทพ อาจกล่าวได้ว่า บรรดาเมืองโบราณในประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีนั้น ถ้าหากไม่สัมพันธ์กับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นธรรมชาติก็จะสัมพันธ์กับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นมาในรูปของพระสถูปเจดีย์ที่เรียกว่าพระมหาธาตุหรือธาตุ อันเป็นศาสนสถานเนื่องในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเป็นศาสนสถาน เนื่องในศาสนาฮินดูแล้ว ก็จะสร้างเทวาลัยขึ้นในรูปของปราสาทหรือปรางค์แทน เมืองศรีเทพ นับเป็นเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่ง ที่ให้ความสําคัญกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์อย่าง โดดเด่น ไม่ต่าง ไปจากเมืองโบราณอื่น ๆ เช่น เมืองสุโขทัย ที่มีเขาหลวงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้ “จะไม่มีหลักฐานประเภท เอกสารโบราณใด ๆ ที่กล่าวถึงความสําคัญของภูเขาที่มีชื่อว่า "เขาถมอรัตน์" ที่มีต่อเมืองโบราณแห่งนี้ แต่ตําแหน่งที่ตั้งอันโดดเด่นของเขาถมอรัตน์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง ไปทางตะวันตกประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นสิ่งที่แสดงให้ผู้สัญจรไปมาในสมัย โบราณได้ใช้ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสังเกต ในการเดินทางมายังเมืองศรีเทพ นอกจากนี้ที่ส่วนบนของเขาถมอรัตน์เกือบถึงยอด มีถ้ำที่ถูกคัดแปลงเป็นโบราณสถานภายใต้วัฒนธรรมทวารวดี โดยมีภาพพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ สลักอยู่บนแกนหินกลางถ้ำ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสําคัญของเขาถมอรัตน์ซึ่งเปรียบเสมือน เบ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองศรีเทพนั่นเอง การเป็นสัญลักษณ์ทางภูมิทัศน์ของเขาถมอรัตน์ กับ เมืองศรีเทพนี้ เปรียบเทียบได้กับบรรดาภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ของพวกจามปาในประเทศเวียดนาม ซึ่งเคยเป็น อาณาจักรเก่าแก่ ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถานบนเนินเขา ที่เรียกว่ามิซอน เมืองยาเกียวที่อยู่บนที่ราบลุ่ม และภูเขารังแมวที่เห็นได้แต่ไกล หลักฐานประการหนึ่งที่สามารถชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองศรีเทพกับเขาถมอรัตน์ คือ ความสัมพันธ์ของการวางผังเมืองศรีเทพกับตําแหน่งของเขาถมอรัตน์ โดยหากมองจากศาสนสถานหลักกลางใจเมือง ไปทางประตูเมืองด้านตะวันตกหรือประตูแสนงอน ซึ่งเป็นทิศทาง เกี่ยวกับการหันหน้าของโบราณสถานปรางค์

      ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง จะสามารถมองเห็นเขาถมอรัตน์อยู่กึ่งกลางประตูเมือง และที่สําคัญก็คือ การที่โบราณสถานปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพี่น้อง ซึ่งเป็นปราสาทอิฐแบบขอม อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ได้หันหน้าไปทางตะวันตก นั้น น่าจะเป็นการหันหน้าสู่เขาถมอรัตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากปราสาทขอมทั่วไป ที่มักจะหันหน้าไปทางตะวันออก ในขณะเดียวกันเขาถมอรัตน์ก็มีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ จากการที่มีถ้ำอยู่บนยอดเขา ภายในถ้ำเป็นศาสนสถาน ที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดี พบพระพุทธรูปประทับยืนแนมทวารวดีสลักนูนสูง บนโขดหินภายในถ้ำ และภาพสลักพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย รวมทั้งภาพสลัก เจดีย์และธรรมจักร เป็นต้น จากรูปแบบทางศิลปกรรม อาจคาดคะเนได้ว่า โบราณสถาน วัตถุภายในถ้ำน่าจะมีอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 13 อันเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนามหายาน แพร่เข้ามาผสมผสานกับพุทธศาสนา ในวัฒนธรรมทวารวดีเพราะฉะนั้น การสร้างถ้ำ ศาสนสถานและการให้ความสําคัญแก่เขาถมอรัตน์ ในฐานะเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นสัญลักษณ์ทางภูมิทัศน์และการคมนาคมนั้น คงเกิดขึ้นเมื่อมีการขยายเส้นทางการคําขาย ที่ข้ามไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะเวลานี้ยังสัมพันธ์กันกับการเติบโตของเมืองศรีเทพด้วย เพราะศาสนสถานกลางเมือง ซึ่งเรียกกันว่า คลังใน ที่มีอายุเก่าแก่ ก่อนพระปรางค์ ใหญ่ และปรางค์สองพี่น้องนั้น เมื่อทางกรมศิลปากรขุดค้นโบราณสถานแล้ว หลักฐานที่พบก็ได้ เผยให้เห็นอิทธิพลของศาสนสถานวัดโขลง เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี อันเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 13 ลงมา เมื่อเปรียบเทียบกับเขาหลวง ของเมืองสุโขทัย เขาถมอรัตน์ เปรียบเสมือนที่สถิตแห่งว่านาจของ เมืองศรีเทพและบรรคาชุมชนบ้านเมืองในท้องถิ่นหรือถ้าหากเมืองศรีเทพ เป็นเมืองศูนย์กลางของอาณาจักร หรือ แว่นแคว้นในลุ่มน้ําลพบุรี - ป่าสักแล้ว เขาถมอรัตน์ ก็คือที่สถิตของเทพเจ้าผู้คุ้มครองแว่นแคว้นนี้ ด้วย ความสําคัญของเขาถมอรัตน์ในระยะต่อมาถึงแม้ไม่ปรากฏ หลักฐานอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แต่พบคําว่า "ถมอรัตน์" ถูกนํามาเป็นชื่อตําแหน่ง ของเจ้าเมืองศรีเทพ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองวิเชียร บุรี ที่มาเปลี่ยนเป็นชื่อในสมัยรัชกาล ที่ 3 พร้อมทั้งเปลี่ยนนามเจ้าเมืองจาก "พระศรีถมอรัตน์" เป็น "พระยา ประเสริฐสงคราม" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาถมอรัตน์ยังคงมีความสําคัญในความรู้สึกของคนในบริเวณนี้สืบเนื่อง ตลอดมา